วิธีการทำ SEO ให้ค้นเจอง่ายในช่องค้นหาเฟซบุ๊ก

วิธีการทำ SEO ให้ค้นเจอง่ายในช่องค้นหาเฟซบุ๊ก

คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับที่ดีใน Google ทำให้ลูกค้าพบเจอเว็บไซต์ได้ง่าย แต่ความจริงแล้วการทำ SEO ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ลูกค้าค้นเจอเพจของร้านค้าออนไลน์ในช่องค้นหาเฟสบุ๊กได้ง่ายเช่นกัน หมดปัญหาเรื่องไลฟ์แล้วไม่มีผู้ชมเพราะเพจเฟซบุ๊กยังใหม่ ยังมีคนรู้จักไม่มากนัก

สำหรับร้านค้าออนไลน์ที่มีเงินทุนน้อย ไม่มีงบประมาณสำหรับการในช่องค้นหาเฟสบุ๊ก สามารถนำวิธีการทำ Facebook SEO ไปใช้ประโยชน์ทำให้ลูกค้าพิมพ์หาสินค้าเจอเพจของร้านได้ง่ายขึ้น เพราะเพจจะขึ้นมาอยู่ในอันดับต้นๆ มีโอกาสได้ลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นโดยไม่ลงทุนจ่ายค่าโฆษณาเลย มาดูกันว่ามีวิธีการอย่างไรบ้าง

ขั้นตอนแรกคือการตั้งชื่อเพจเฟซบุ๊กให้อ่านง่าย สั้นกระชับ และตรงกับสินค้าที่สุด ถ้าลูกค้าใช้คำค้นหาว่า “รองเท้ากีฬามือสอง” การตั้งชื่อเพจของร้านต้องระบุชัดเจนทำให้ลูกค้ารู้ว่าขายรองเท้ากีฬามือสอง แต่อย่าตั้งชื่อยาวมากเกินไป ข้อสำคัญในชื่อควรมีคีย์เวิร์ดสำคัญด้วย เช่น “ร้านรองเท้ากีฬามือสอง ราคาถูก” แสดงชื่อสินค้าและบอกเฉพาะเจาะจงไปเลยว่าราคาถูก ซึ่งตรงกับความต้องการของลูกค้าเป้าหมายพอดี ทำให้ลูกค้าค้นเจอเพจร้านค้าง่ายขึ้น สำหรับคนที่มีชื่อเพจของตัวเองอยู่แล้ว สามารถยื่นเรื่องขอเปลี่ยนชื่อเพจกับเฟซบุ๊กได้

ขั้นต่อไปเป็นการตั้งชื่อ URL หรือ USERNAME บนเฟซบุ๊ก แนะนำให้ใช้ชื่อที่สั้น กระชับ โดยเฉพาะคีย์เวิร์ดที่ลูกค้าใช้เป็นคำค้นหาทั้งในเฟซบุ๊กและใน Google นอกจากจะระบุ “รองเท้ากีฬามือสอง” แล้ว ยังเลือกใช้ชื่อแบรนด์หรือชื่อร้านได้ด้วย

ในเฟซบุ๊กจะมีหน้าของข้อมูลเกี่ยวกับเพจและข้อมูลรายละเอียดของสินค้า ควรอธิบายข้อมูลที่กระชับและตรงประเด็นที่สุด โดยมีตัวอักษรจำกัดไม่เกิน 150 ตัวอักษร ควรใส่คีย์เวิร์ดลงไปในเนื้อหา เพื่อให้ลูกค้าค้นหาง่ายขึ้น อย่าลืมใส่ชื่อเว็บไซต์ (ถ้ามี) เพราะการมีเว็บไซต์แสดงให้เห็นว่าร้านค้ามีความน่าเชื่อถือและลูกค้ารู้สึกไว้วางใจร้านมากขึ้น มีข้อมูลที่อยู่และเบอร์โทร รวมถึงใส่ไอดี LINE สำหรับติดต่อร้านด้วย

การใส่คีย์เวิร์ดเป็นหัวใจสำคัญของวิธีการทำ Facebook SEO ไม่ต่างจากการทำคอนเทนท์ในเว็บไซต์ เพจของร้านควรอัปเดทโพสต์สม่ำเสมอ และใส่คีย์เวิร์ดคำค้นหายอดนิยมลงในโพสต์ อีกเคล็ดลับหนึ่งคือการติดแฮชแท็กในโพสต์ เช่น ชื่อร้าน ชื่อสินค้า และคีย์เวิร์ดที่ใช้ค้นหา ทำให้กลไกการจัดอันดับของเฟซบุ๊กพบกับเพจของร้านง่ายขึ้น มีโอกาสติดอันดับทำให้ลูกค้าค้นเจอเพจของร้านง่ายขึ้นด้วย

สรุปแล้ว วิธีการทำ Facebook SEO ไม่ต่างจากในเว็บไซต์ มีข้อแตกต่างปลีกย่อยบ้าง เช่น โพสต์ในเฟสบุ๊กมีความกระชับมากกว่าเนื้อหาบทความในเว็บไซต์ เพจร้านค้าสามารถสร้างลิงก์ระหว่างเฟซบุ๊กกับบทความในเว็บไซต์ได้ เพื่อให้ลูกค้าเข้าไปอ่านข้อมูลที่ละเอียดยิ่งขึ้นในเว็บไซต์ ทั้งยังเป็นการเพิ่ม Traffic ให้ลูกค้าทั้งสองช่องทางได้ค้นพบร้านค้าง่ายยิ่งขึ้น เป็นวิธีโปรโมทเพจแบบไม่เสียเงินที่ร้านค้าออนไลน์มือใหม่ไม่ควรมองข้าม

SEO 2022 รองรับ Algorithm ใหม่จาก Google

SEO 2022 รองรับ Algorithm ใหม่จาก Google

SEO หรือ Search Engine Optimize เป็นการทำเว็บที่มีคุณภาพให้สามารถติดหน้าอันดับการค้นหาของ Search Engine ยอดนิยมอย่าง Google ได้ ซึ่งที่ผ่านมาทาง Google เองก็มีการปรับเปลี่ยน Algorithm อยู่ตลอดเวลา เพื่อคัดกรองเว็บไซต์ที่ดี มีคุณภาพให้ติดอันดับหน้าค้นหา ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนกฎและวิธีการอยู่ตลอดเวลา คนทำเว็บ หรือเจ้าของธุรกิจเองหากต้องการให้เว็บไซต์ของตนเองติดอันดับหน้าค้นหาในลำดับต้น ๆ จำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนเนื้อหาภายในเว็บให้สดใหม่และสอดคล้องกับ Algorithm ของ Google ได้อย่างเหมาะสม

Google MUM, Ai ตัวใหม่จาก Google ตัวแม่ของวงการ Search Algotithm

MUM หรือ Multitask Unified Model คือ Ai ตัวใหม่ที่ได้รับการพัฒนาและอัปเกรดจาก Google เพื่อช่วยให้สามารถทำความเข้าใจในข้อมูลที่ถูกค้นหาและเข้าใจความหมาย คำถามที่ซับซ้อนจากผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น ซึ่งเจ้า Ai MUM ตัวใหม่นี้มีความสามารถมากกว่า BERT ถึง 1000 เท่า จึงไม่แปลกใจเลยหากพบว่าการค้นหาที่ผ่านมาในช่วงต้นปี 2022 ถึงถูกใจบรรดาผู้ใช้งานจำนวนมาก ดังจะเห็นได้จากฟีเจอร์ใหม่ ๆ บนมือถือ android อย่าง google lens เพียงแค่ถ่ายรูปก็สามารถค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ผ่าน google ได้แล้ว

การค้นหาด้วยเสียงจะเพิ่มมากขึ้น

การใช้เสียงในที่นี้หมายถึงฟังก์ชันการพูดผ่านไมค์มือถือ เพื่อให้ google ค้นหาสิ่งของ สถานที่ จะเพิ่มมากยิ่งขึ้น สามารถยืนยันจากสถิติเว็บไซต์ PWC ได้ถึงข้อมูลของคนที่ใช้เสียงในการค้นหาเพิ่มขึ้นถึง 71% ยิ่งได้ Ai MUM เข้ามายิ่งช่วยให้การค้นหาผ่านเสียงที่มีประโยคยาว ๆ ทำได้ง่ายและเป็นธรรมชาติขึ้น

หลักการ E-A-T ของ Google จะติดแรงค์ที่ดีกว่า

E-A-T มาจาก Expertise, Authoritativeness, Trustworthiness คือ การทำคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์ของคนที่เข้ามาใช้งาน สามารถแก้ไขปัญหาได้จากประสบการณ์จริงและมีความน่าเชื่อถือ สามารถอ้างอิงแหล่งที่มาได้ จะทำให้เว็บไซต์ได้รับคะแนน E-A-T เพิ่มขึ้นและได้รับการจัดอันดับที่ดีขึ้น เพราะการทำ SEO ไม่ใช่แค่เพียงให้เว็บไซต์ได้รับการจัดอันดับค้นหาที่ดีเท่านั้น แต่รวมถึงการพัฒนาให้เว็บไซต์อยู่ในอันดับที่ดีขึ้นไปอีก

SUB KEY มีความสำคัญไม่แพ้ MAIN KEY

การทำเว็บไซต์ที่อาศัยแต่เพียง KEY WORD หลักเหมือนที่ผ่านมา คาดว่าคงไม่เพียงพอต่อความต้องการในปัจจุบัน ดังนั้น คีย์รอง หรือ SUB KEY จะเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความอัจฉริยะของ Ai ตัวใหม่จาก Google ที่ไม่เพียงแต่วิเคราะห์ KEY WORD ได้แล้ว ยังสามารถวิเคราะห์ทั้งประโยคที่คนต้องการค้นหาได้อีกด้วย ดังนั้นในการใส่ KEY เข้าไปในบทความ อย่าลืมมองหา KEY รองที่มีเนื้อหาใจความที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ใส่เข้าไปให้ดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด ก็จะได้เปรียบมากขึ้น

VIDEO จะมีส่วนในการทำ SEO มากขึ้น

จะเห็นว่าในปัจจุบันเวลาที่เราค้นหาผ่าน google มักจะมีเนื้อหาที่เป็น video สอดแทรกขึ้นมาในหน้าค้นหาเสมอ ดังนั้น เพื่อไม่ให้ตกเทรน อย่าลืมช่องทางในการทำ SEO ผ่านผู้ให้บริการ VIDEO ออนไลน์เอาไว้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น Youtube, Facebook หรือ TikTok ที่กกำลังได้รับความนิยมในขณะนี้

การทำ SEO ในปัจจุบันไม่เพียงแต่เพื่อการตลาดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้คนจำนวนมาก หากคุณสามารถจับทางได้ถูกรับรองได้เลยว่าคุณจะพบกับผลลัพธ์ที่สุดแสนประทับใจอย่างแน่นอน

ทำไมการทำ SEO ช่วยให้เงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นได้

ทำไมการทำ SEO ช่วยให้เงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นได้

ในยุค covid ทุกคนต่างต้องการสร้างรายได้มากขึ้น จะทำธุรกิจใดก็อยากให้ลงทุนน้อยที่สุด เพื่อรักษาเงินทุนสำรองในกระเป๋าสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝันในอนาคต  การทำเว็บไซต์ออนไลน์ก็เช่นเดียวกันมีการกล่าวถึงหลักการของ SEO หรือ search engine optimization ว่าช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่าย เพิ่มเงินในกระเป๋าจากการทำธุรกิจออนไลน์ เรามาดูกันว่ามีเหตุผลใดบ้าง

1. SEO ทำให้ประหยัดค่าโฆษณา 

การโฆษณาหรือ SEM มาจากคำว่า Search Engine Marketing เป็นการเสียค่ายิงโฆษณาให้แก่ Google คุณจะได้อันดับที่อยู่ด้านบนของหน้าจอสืบค้นใน Google แน่นอน แต่จะมีระยะเวลาอยู่จำกัดตามงบประมาณที่จ่ายไป และจำเป็นจะต้องเลือกกลุ่มเป้าหมายและ keyword ในการทำ SEM ที่ชัดเจน ส่วนการทำ SEO ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด เพราะเป็นการผลิตคอนเทนต์ในเว็บไซต์ให้มีข้อมูลมากขึ้นไปเรื่อย ๆ จึงเป็นการดันอันดับเว็บไซต์ตัวเองให้อยู่ด้านบนได้แบบไม่เสียเงิน

2. SEO ทำได้เองไม่ต้องรอจ้างหรือประสานงานใคร

ในปัจจุบัน การทำ SEO นั้นมีคอร์สสอนจากกูรูมากมาย อีกทั้งสามารถศึกษาเทคนิคได้ฟรี ๆ ตามเว็บไซต์และ YouTube ต่าง ๆ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างมาก คุณสามารถเริ่มเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอจ้างหรือประสานงานกับใคร ซึ่งต่างจากการจ้างโฆษณาหรือจ้างบริษัททำการตลาดให้ที่ต้องเตรียมค่าใช้จ่ายหลายหมื่นหลายแสนบาทขึ้นไป ผู้ที่หัดทำผู้ที่เริ่มทำธุรกิจออนไลน์มือใหม่จึงควรเรียนรู้การทำ SEO ด้วยตัวเองจะประหยัดเงินได้ เมื่อมีลูกค้ามาอุดหนุนก็จะได้ส่วนต่างกำไรเหลือมากกว่าการจ้างทำโฆษณาแน่นอน

3. มีคนจ้างโฆษณาเพราะมีเอกลักษณ์

หากรูปภาพ บทความ และคลิปวิดีโอที่ทำด้วยหลักการ SEO มีคุณภาพและมีเอกลักษณ์ เช่นเดียวกับคนดังในโลกออนไลน์ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นดารานักแสดง คุณจะเป็นอีกหนึ่งคนที่มีบริษัทสินค้าติดต่อมาขอเป็นสปอนเซอร์หรือซื้อพื้นที่โฆษณาในเว็บไซต์ด้วยมูลค่าหลักหมื่นหลักแสนบาท ดังนั้นการทำ SEO ด้วยตัวเอง นอกจากช่วยประหยัดแล้ว ยังทำให้เห็นจุดอ่อน-จุดแข็งของตัวเอง สร้างคอนเทนต์ที่เป็นเอกลักษณ์ยิ่งขึ้นและนำมาซึ่งการจ้างโฆษณาได้

4. สร้างรายได้จากการดูแล SEO ให้เว็บไซต์อื่น

ไม่ใช่ทุกเว็บไซต์จะมีเจ้าของที่พร้อมเรียนรู้การทำ SEO ด้วยตัวเอง หากคุณมีความสามารถทำ SEO เสียแต่วันนี้อย่างชำนาญ ก็มีโอกาสเป็นที่ปรึกษาด้าน SEO หรือทำหน้าที่ดูแล SEO ให้เว็บไซต์อื่นได้ ซึ่งเป็นงานที่ต้องมีความต่อเนื่อง จึงเป็นโอกาสให้มีรายได้เข้ากระเป๋าได้ตลอดปีอีกทางหนึ่ง

กล่าวได้ว่า การทำ SEO มีข้อดีทั้งด้านค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียน้อยลง ได้ฝึกฝนทักษะและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการทำเว็บไซต์ได้อย่างตรงใจกลุ่มเป้าหมายและเพิ่มโอกาสได้ส่วนต่างกำไรเมื่อขายสินค้าและบริการได้มากขึ้นด้วย จึงเป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์ระดับพื้นฐานที่ทุกคนควรเรียนรู้

การเขียนบทความที่ดีเพื่อนำไปใช้ในการทำ SEO

การเขียนบทความที่ดีเพื่อนำไปใช้ในการทำ SEO

บทความเป็นหนึ่งในคอนเทนต์ที่สำคัญในการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ  เป็นสิ่งผู้ทำ SEO ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก  เพราะทำได้ง่ายใช้เวลาไม่นานเมื่อเทียบกับการทำคลิปวิดีโอ วันนี้เรามาเรียนรู้วิธีการเขียนบทความเพื่อที่จะนำไปใช้ทำ SEO ด้วยกัน

1. วางแผนเตรียมการ

คิดล่วงหน้าเลยว่าจะเขียนหัวข้ออะไร จำนวนกี่บทความ จำนวนไม่สำคัญวัดกันที่คุณภาพ  โดยทั่วไปเขียนวันละหนึ่งบทความก็พอ ความยาวของบทความเป็นสิ่งสำคัญ  อย่างน้อยหนึ่งบทความไม่ควรจะน้อยกว่า 500 คำ ถึง 3,000 คำ ซึ่งเราสังเกตได้จากมุมซ้ายของโปรแกรม Microsoft word จะมีบอกไว้ 

2. การเลือกใช้คำเพื่อนำมาทำ keyword 

keyword คือคำที่จะนำมาใช้เขียนบทความ สามารถตรวจสอบได้จาก google trend หรือเครื่องมืออื่น ๆ เลือกใช้คำที่มีการค้นหาจำนวนมากมาเขียนเพื่อที่จะทำให้มีโอกาสถูกจัดอันดับติดหน้าแรกของ google 

3. ชื่อเรื่อง

ชื่อเรื่องเป็นสิ่งที่นักเขียนต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก  เพราะชื่อเรื่องเหมือนเข็มทิศชี้นำทาง ไม่ควรจะตั้งชื่อเรื่องให้ยาวเกิน 50 คำ ใช้คำที่อ่านแล้วชวนให้น่าคลิกเข้ามาอ่าน เทคนิคที่นักเขียนนิยมใช้กันคือ การเข้าไปอ่านพาดหัวข้อข่าวจากสำนักต่าง ๆ จะทำให้ได้ไอเดียดี ๆ ที่จะนำมาใช้ตั้งเป็นชื่อเรื่อง เช่น 7 วิธีสร้างรายได้ภายใน 1 ชั่วโมง, เคล็ดลับหน้าใสในภายใน 5 นาที เป็นต้น แต่ต้องเป็นสิ่งที่ทำได้จริงด้วย ไม่เช่นนั้นบทความจะดูไม่น่าเชื่อถือ

4. บทนำ

การเขียนบทนำมีวัตถุประสงค์เพื่อกล่าวถึงที่มาที่ไป หลักการและเหตุผล หรือความจำเป็นว่าทำไมจึงเขียนบทความนี้หรือผู้อ่านจะได้อะไรจากการเข้ามาอ่านบทความของเรา

5. เนื้อหาบทความ

เนื้อหาของบทความควรเขียนให้กระชับเข้าใจง่าย ความยาวของบทความไม่ตายตัวขึ้นอยู่กับเนื้อหาสาระที่เราต้องการเขียน โดยมากบทความที่จะนำมาใช้ทำเป็น SEO จะมีความยาวอยู่ที่ 500 ถึง 3,000 คำ ไม่เน้นปริมาณแต่วัดกันที่คุณภาพ แม้ว่าเว็บไซต์ใหญ่ ๆ จะมีบทความหลักพันชิ้นเลยก็ตาม

6. บทสรุป

อาจจะมีหรือไม่ก็ได้ขึ้นอยู่กับความถนัดของนักเขียนแต่ละท่าน แต่โดยมากบทความที่ประสบความสำเร็จมักจะมีบทสรุปส่งท้ายอยู่เสมอ

7. อ้างอิงแหล่งข้อมูล

หากมีข้อมูลที่เป็นตัวเลขหรืองานวิจัยที่เราไม่ได้ทำเองก็ต้องใส่มาด้วย เพราะจะทำให้บทความของเราดูมีน้ำหนักและน่าเชื่อถือมากขึ้น

การจะเขียนบทความเพื่อทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย  นักเขียนระดับมืออาชีพยังเคยล้มเหลว  แต่ใช่ว่ามือใหม่จะทำไม่ได้ ขอเพียงแต่มีความตั้งใจจริง ศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ เชื่อว่านักเขียนทุกท่านจะสามารถผลิตงานเขียนระดับมาสเตอร์พีสออกมาใช้ทำ SEO ได้อย่างแน่นอน

สิ่งที่ห้ามทำ หากอยากให้ SEO ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สิ่งที่ห้ามทำ หากอยากให้ SEO ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

SEO หรือ Search Engine Optimization ช่วยให้เว็บไซต์ของเราเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยระบบการทำงานของ SEO เน้นการใช้ Keyword และการวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าที่จะเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อบุคคลเหล่านั้นเข้าบราวเซอร์ในโลกออนไลน์ ด้วยเหตุนี้การทำ SEO จึงเป็นเทคนิคการโปรโมตเว็บไซต์แบบไม่เสียสตางค์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

หากต้องการให้ SEO ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด คุณต้อง “ห้าม” ทำสิ่งต่อไปนี้

  1. เขียนบทความเหมือนกันซ้ำ ๆ
    จริงอยู่ที่การเขียนบทความลงบนเว็บไซต์ คือ ส่วนหนึ่งของการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับ SEO ซึ่งในแต่ละบทความก็จำเป็นต้องมี Keyword ที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายค้นหาแทรกอยู่ด้วย ทว่าเมื่อใดก็ตามที่เราเขียนบทความซ้ำเดิมหรือคัดลอกผลงานคนอื่นมา ลำดับในการมองเห็นเว็บไซต์ของเราก็จะต่ำลงทันที เนื่องจาก Google จะถือว่าเว็บไซต์ของคุณไม่มีคุณภาพนั่นเอง
  2. ทำ Backlink ไม่มีคุณภาพ
    แน่นอนว่าการใส่ Backlink เป็นเรื่องที่ดี แต่คุณภาพของลิงก์ที่นำมาใช้ก็จำเป็นต้องมีคุณภาพและสอดคล้องกับเนื้อหาด้วย หากเราไม่คำนึงถึงคุณภาพของเพจที่เชื่อมต่อเลย ในระยะยาวย่อมส่งผลเสียต่อเว็บไซต์อย่างแน่นอน นอกจากนี้ Google ยังจะมองว่าเว็บไซต์ของเราเป็น Spam และอาจถูกลงโทษจาก Google ด้วย
  3. ไม่เน้นคุณภาพของเนื้อหา
    หลายคนมักเข้าใจว่าการทำ SEO คือ การมีบทความที่ยิ่งเยอะก็ยิ่งดี เพื่อให้ Search Engine จับ Keyword บนหน้าเว็บไซต์ของเราได้ ตรงนี้เป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะสิ่งสำคัญกว่า คือ การให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์มากที่สุดจากเนื้อหาสาระที่นำเสนอ ทั้งต้องมีความทันสมัย อัปเดตข้อมูลสดใหม่และเป็นความจริงอีกด้วย
  4. ให้มีตำแหน่งโฆษณาเยอะเกินไป
    เป็นที่รู้กันดีอยู่ว่าโฆษณาที่อยู่บนเว็บไซต์ของเรา คือ อีกหนึ่งช่องทางสร้างรายได้ อย่างไรก็ดี เจ้าของเว็บไซต์ต้องคำนึงถึงตำแหน่งการจัดวางที่เหมาะสมด้วย ไม่ควรให้โฆษณาขึ้นมาขัดจังหวะหรือบังทัศนียภาพของผู้ที่เข้ามาอ่านบทความบนเว็บไซต์ รวมไปถึง Pop up ก็ต้องควบคุมอีกเช่นกัน ไม่ควรปล่อยให้เด้งขึ้นมาตลอดเวลา เพราะอาจส่งผลให้เกิดความรำคาญ จนผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณไม่อยากกลับมาอ่านอีก
  5. ปล่อยให้เว็บไซต์มี Link เสีย
    หากเว็บไซต์ของเรามีลิงก์หนึ่งที่เราเชื่อมไว้เสียหาย และไม่สามารถเปิดได้ จะส่งผลต่อประสิทธิภาพของ SEO เป็นอย่างมาก เพราะทำให้ผู้ที่เข้ามาชมในเว็บไซต์รู้สึกไม่มั่นใจ ขาดความน่าเชื่อถือในแบรนด์ อีกทั้ง Google ยังหักคะแนนเมื่อตรวจพบ Link ที่ใช้การไม่ได้อีกด้วย ผู้ที่ทำเว็บไซต์จึงควรตรวจเช็ก Link และแก้ไข Sitemap บนเว็บไซต์อยู่เสมอ

ข้อห้ามทั้ง 5 ข้อที่กล่าวมา คือ สิ่งที่ผู้คนจำนวนหนึ่งมักทำผิดพลาดอยู่เสมอ เราจึงควรคำนึงถึงประโยชน์ เข้าใจพฤติกรรมของลูกค้า และใส่ใจคุณภาพของเนื้อหาบทความ SEO เป็นหลัก เพื่อให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับต้น ๆ บน Google Search ได้ตลอดเวลา

เพราะเหตุใดการทำ SEO เว็บไซต์ธุรกิจ ต้องคำนึงถึงการกลับมาเยี่ยมชมซ้ำ

เพราะเหตุใดการทำ SEO เว็บไซต์ธุรกิจ ต้องคำนึงถึงการกลับมาเยี่ยมชมซ้ำ

ธุรกิจส่วนใหญ่วางแผนโปรโมทเว็บไซต์เพื่อให้ผู้ชมใหม่เห็นเว็บไซต์มากขึ้น ถือเป็นช่องทางการตลาดที่มีค่าใช้จ่ายน้อยและเห็นผลเร็ว แต่มักลืมไปว่าการทำเว็บไซต์นั้นต้องมีข้อมูลที่ดี การทำ SEO เรียกคนเข้าชมครั้งแรกแต่ถ้าขาดความประทับใจแล้วโอกาสกลับมาเยี่ยมชมใหม่มีน้อย การเข้าชมเพียงครั้งเดียวไม่มีประโยชน์อะไร แต่ถ้าจำนวนผู้กลับมาชมซ้ำอีก ถือว่าแผนการตลาดประสบความสำเร็จ ทำให้ผู้มีโอกาสเป็นลูกค้ากลับมาเป็นลูกค้าประจำ เกิดผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว

แน่นอนว่าหลักเกณฑ์การจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google ถือเอาอัตราผู้เข้าชมที่กลับมาในเว็บไซต์อีกครั้งเป็นส่วนสำคัญต่อการวิเคราะห์จัดอันดับ โดยจะนับจากผู้ชมที่กลับมาเยี่ยมเว็บไซต์อีกครั้งโดยใช้อุปกรณ์เดิมที่เคยใช้ภายในรอบ 2 ปี ตามหลักแล้วผู้ชมใหม่มีเปอร์เซ็นน้อยที่จะสั่งซื้อสินค้าในทันที แตกต่างจากผู้เข้าชมที่กลับมาเยี่ยมเว็บไซต์อีกครั้งมีโอกาสซื้อสินค้าสูงถึง 75%

ด้วยเหตุที่ธุรกิจต้องการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักพร้อมกับการโปรโมทเว็บไซต์กระตุ้นยอดขายเพิ่มขึ้น การทำให้มีผู้ชมกลับมาเยือนเว็บไซต์อีกครั้งเป็นเรื่องสำคัญ ไม่เพียงเพิ่มโอกาสขายได้มากขึ้นเท่านั้น แต่ยังมียอดขายต่อเนื่องด้วย การสร้างเว็บไซต์ที่มีโครงสร้างไม่ซับซ้อน ค้นหาสิ่งที่ต้องการได้ง่ายจะช่วยเพิ่มความประทับใจให้ผู้ชมเว็บไซต์มากขึ้น เป็นหนึ่งในวิธีผูกใจลูกค้าเป้าหมายให้กลับเข้ามาเป็นลูกค้าซ้ำอีก การทำคอนเทนต์ให้น่าสนใจเป็นอีกกลยุทธ์ที่ต้องศึกษาให้ดี ยิ่งบทความมีเนื้อหาน่าอ่านและใช้คีย์เวิร์ดที่เหมาะกับการทำ SEO ได้ดีเท่าไร การสร้างความประทับใจทำให้ผู้ชมกลับมาอีกจะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ความน่าสนใจยังขึ้นอยู่กับรูปภาพและวิดีโอประกอบบทความที่ทำให้เนื้อหาเข้าใจง่ายขึ้นด้วย

พลังของโซเชียลมีเดียในการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ชมเว็บไซต์ติดตามผ่านทางเฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม และสื่ออื่น ๆ ที่สำคัญคือมีประโยชน์มากสำหรับธุรกิจ เพราะสื่อสังคมออนไลน์เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย กระตุ้นให้เกิดการบอกเล่าแบบปากต่อปากให้รับรู้ข้อมูลในวงกว้างมากขึ้น เพิ่มโอกาสเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายง่ายและเร็วขึ้น ลูกค้าสามารถแสดงความคิดเห็นให้เจ้าธุรกิจนำมาใช้ในการปรับปรุงสินค้าหรือบริการให้ตรงกับความต้องการมากขึ้น รวมไปถึงการใช้แฮชแท็กให้เกิดกระแสความสนใจ แต่ควรระมัดระวังใช้แฮชแท็กอย่างพอดี ไม่มากเกินไปจนสร้างความรำคาญให้ลูกค้า

อัตราผู้เข้าชมที่กลับมาในเว็บไซต์โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 30% หากดึงดูดผู้ชมกลับมาอีกได้เกินกว่า 50% ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว เพราะเมื่อผู้ชมเริ่มกลับมาใช้งานอีกคือโอกาสที่จะเพิ่มยอดขายได้ หากเว็บไซต์พยายามอัปเกรดเนื้อหาให้สดใหม่ มีสาระประโยชน์ พร้อมทั้งปรับปรุงคีย์เวิร์ดให้ตรงกับความนิยมของผู้ใช้ในแต่ละช่วงเวลา ก็จะมีโอกาสสูงที่เสิร์ชเอนจินจะเลื่อนชั้นให้เว็บไซต์ขึ้นไปอยู่ในอันดับต้น ๆ ทำให้ถูกพบเจอได้ง่ายขึ้นด้วย

การทำ SEO มีประโยชน์ต่อธุรกิจขนาดเล็กอย่างไร

การทำ SEO มีประโยชน์ต่อธุรกิจขนาดเล็กอย่างไร

ทุกวันนี้ใคร ๆ ต่างพูดถึงการทำ SEO ว่ามีความสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อการโปรโมทสินค้าและแบรนด์ผ่านทางสื่ออินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเติบโตทางธุรกิจ แต่เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กยังคงข้องใจว่าจำเป็นต้องลงทุนทำ SEO จริงหรือ การเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหามีความคุ้มค่าหรือไม่ ทำแล้วธุรกิจจะเติบโตได้อย่างไร มาไขข้อข้องใจเรื่องนี้ด้วยกัน

1.ค้นพบเว็บไซต์ง่ายและการเข้าชมเพิ่มขึ้น
การทำ SEO คือการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับหน้าแรกของ Google เวลาใส่คีย์เวิร์ดค้นหาสินค้าหรือบริการจะมองเห็นเว็บไซต์ของคุณก่อนคู่แข่งทำให้มีความได้เปรียบแต่ดึงดูดปริมาณเข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้น บทบาทสำคัญของการทำ SEO คือการเขียนบทความที่มีคุณภาพ เนื้อหาน่าสนใจและเป็นประโยชน์ ทำให้ผู้ชมสนใจอ่านและอยู่ในเว็บไซต์นานขึ้นซึ่งทาง Google ประเมินว่าเป็นการเข้าชมที่มีคุณภาพส่งผลดีต่อการจัดอันดับเช่นกัน

2.เพิ่มความน่าเชื่อถือ มีโอกาสปิดยอดขายง่ายขึ้น
แน่นอนว่าการจัดอันดับบนหน้าแรกของ Google มีส่วนเพิ่มความน่าเชื่อถือเพราะถือว่าได้รับการคัดเลือกแล้วว่าเป็นเว็บไซต์มีคุณภาพที่ไว้วางใจได้ การประเมินความน่าเชื่อถือจะพิจารณาจากเนื้อหาบทความที่มีคุณภาพ ความเร็วของเว็บไซต์และการใช้งานสะดวกบนหน้าจอมือถือ แม้ว่าอัลกอริทึมของ Google ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา แต่กลยุทธ์พื้นฐานการทำ SEO อย่างถูกวิธียังคงเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจทำให้เว็บไซต์ของคุณเป็นที่รู้จักมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การสร้างความไว้วางใจด้วยการทำ SEO ไม่ใช่กลยุทธ์ระยะสั้น กว่าจะเห็นผลต้องใช้เวลานานหลายเดือน ยิ่งเป็นสตาร์ทอัพหรือธุรกิจขนาดเล็กต้องมีความอดทนและโพสต์บทความน่าอ่านในเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง ยิ่งแบรนด์ของคุณเป็นที่รู้จักทางออนไลน์มากขึ้นเท่าไร จะยิ่งได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคมากขึ้นเท่านั้น

3.สร้างประสบการณ์บนเว็บไซต์ให้ลูกค้าจดจำ
การทำ SEO มุ่งเน้นไปที่เครื่องมือค้นหาและการจัดอันดับของ Google เท่านั้น แต่ผู้ที่เข้าชมเว็บไซต์ได้รับประสบการณ์ที่ดี ทั้งข้อมูลที่ละเอียด มีประโยชน์ เนื้อหาที่สดใหม่ ตลอดจนโครงสร้างเว็บไซต์ที่ใช้งานง่ายและมีลิงก์ไปยังหน้าที่เกี่ยวข้องทำให้ผู้เข้าเว็บไซต์เกิดความพอใจและกลับเข้ามาใช้บริการซ้ำอีก หากเว็บไซต์ไม่เป็นมิตรกับผู้ใช้ โดยเฉพาะมือใหม่ที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตมาก่อน ต่อให้เว็บไซต์อยู่ในหน้าแรกของ Google ก็ตาม เมื่อเข้ามาแล้วรู้สึกว่างง มีหน้ามากเกินไปทำให้สับสน รายการเมนูซับซ้อนและยุ่งยากทำให้ไม่อยากกลับมาใช้อีก ด้วยเหตุนี้กลยุทธ์ SEO ที่มีคุณภาพจึงต้องรวมเอาประสบการณ์ของผู้ใช้มาเป็นส่วนหนึ่งด้วย

4.SEO ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กแข่งขันได้มากขึ้น
ธุรกิจขนาดเล็กอาจไม่อยู่ในสายตาของผู้บริโภคมาก่อน แต่ถ้าอยู่ในหน้าแรกของ Google จะสร้างโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กได้รับโอกาสและมีศักยภาพการแข่งขันมากขึ้น คนส่วนใหญ่ค้นหาสิ่งที่ต้องการจากหน้าแรกใน Google ไม่เคยเลื่อนผ่านไปหน้าอื่นเลย ยิ่งอยู่ในตำแหน่งบนสุดด้วย อัตราการเลื่อนผ่านยิ่งน้อยลงไปอีก การทำ SEO ช่วยให้เลื่อนอันดับขึ้นทำให้ผู้ชมคลิกเข้าเว็บไซต์มากขึ้นเท่ากับว่าตัดจำนวนคู่แข่งน้อยลงในคราวเดียวกัน

หากการทำ SEO ช่วยปรับปรุงสถานะออนไลน์ทำให้ตำแหน่งในหน้าแรกของ Google จะสร้างความแตกต่างอย่างมากในการเรียกคนเข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น ข้อสำคัญคือแบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น ต้องพร้อมธุรกิจให้พร้อมสำหรับผู้บริโภคมากขึ้นด้วย

รวมเทคนิคปั้นเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรกด้วยการทำคอนเทนต์แบบเทพ ๆ

รวมเทคนิคปั้นเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรกด้วยการทำคอนเทนต์แบบเทพ ๆ

ในยุคที่การตลาดออนไลน์มาแรง การทำ SEO จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ได้รับความนิยมมาก เพราะเป็นการปั้นเว็บไซต์เพื่อให้แสดงผลหน้าแรกของ Search Engine เพราะการติดหน้าแรกนอกจากจะทำให้กลุ่มเป้าหมายมีโอกาสเห็นเว็บไซต์ได้มากกว่าแล้ว ยังเพิ่มความน่าเชื่อถือ โดยหลักในการทำ SEO มีด้วยกันหลายอย่าง แต่ที่ดูจะเป็นหัวใจสำคัญอันดับต้น ๆ ต้องยกให้การทำคอนเทนต์ เพราะหากคอนเทนต์น่าสนใจ แน่นอนว่าจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์จะมากขึ้น ส่งผลให้มีโอกาสติดหน้าแรกของการค้นหาได้มากขึ้นเช่นกัน

และเพราะคอนเทนต์เป็นหัวใจสำคัญในการทำ SEO ทุกธุรกิจจึงให้ความสำคัญในการผลิตคอนเทนต์ แต่จะผลิตคอนเทนต์อย่างไรให้เพิ่มโอกาสติดหน้าแรกของ Search Engine วันนี้เรารวมเทคนิคสุดเจ๋งมาให้ เพื่อเป็นประโยชน์แก่คนทำเว็บไซต์

เริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์คีย์เวิร์ด
ก่อนเริ่มต้นผลิตคอนเทนต์ แนะนำให้วิเคราะห์คีย์เวิร์ด เพื่อพิจารณาว่าคีย์เวิร์ดใดได้รับการค้นหาเป็นอันดับต้น ๆ ซึ่งปัจจุบันมีหลายเครื่องมือเป็นตัวช่วยการค้นหา เช่น Google Keyword Planner หรือ Google Trends เป็นต้น โดยการวิเคราะห์คีย์เวิร์ดจะช่วยให้คิดคอนเทนต์ได้โดนใจกลุ่มเป้าหมายและมีโอกาสเจอกลุ่มเป้าหมายได้เร็วยิ่งขึ้น

จัดทำคอนเทนต์น่าสนใจ
เพราะคอนเทนต์คือหัวใจสำคัญในการทำให้กลุ่มเป้าหมายคลิกเข้ามายังหน้าเว็บไซต์ การผลิตคอนเทนต์ให้น่าสนใจ อินเทรนด์ และตอบโจทย์ความต้องการกลุ่มเป้าหมาย จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายอยากคลิกเข้ามาอ่านและติดตามเว็บไซต์คุณอยู่เสมอ

แทรกคีย์เวิร์ดลงในคอนเทนต์
เมื่อคิดหัวข้อคอนเทนต์ที่น่าจะโดนใจกลุ่มเป้าหมายได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการใส่คีย์เวิร์ดเหล่านั้นลงในคอนเทนต์ โดยการใส่คีย์เวิร์ดที่ดีควรกระจายคีย์เวิร์ดให้ทั่วบทความ โดยเฉพาะชื่อหัวข้อ ย่อหน้าแรก และย่อหน้าสุดท้าย และความถี่ที่ใส่ไม่ควรเกิน 2-2.5 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนคำทั้งหมด เพื่อไม่ให้ดูแน่นเกินไป

คอนเทนต์มีคุณภาพ ไม่ลอก ไม่ซ้ำ
นอกจากคอนเทนต์โดนใจคนอ่านแล้วยังต้องได้คุณภาพ ไม่ลอกเลียนแบบเว็บไซต์อื่นและไม่คัดลอกบทความจากที่อื่นมาลง เพราะหาก Search Engine ตรวจพบอาจทำให้เว็บไซต์คุณโดนแบนและไม่มีโอกาสติดหน้าแรกการค้นหาอีกเลย

คอนเทนต์ยาวดีกว่าคอนเทนต์สั้น
ความยาวของคอนเทนต์มีส่วนไม่น้อยในการทำให้ติดหน้าแรกการค้นหา เพราะ Search Engine ชอบคอนเทนต์เชิงลึกและตอบโจทย์ความต้องการผู้อ่านได้ ความยาวคอนเทนต์ที่เหมาะสมคือไม่ควรต่ำกว่า 500 คำ หากเป็นไปได้ควรเขียนให้ได้ 1,000-1,500 คำ จะส่งผลดีต่อเว็บไซต์คุณมากยิ่งขึ้น

ใครที่กำลังพยายามผลักดันเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรกผลการค้นหา แนะนำให้นำเทคนิคดี ๆ เหล่านี้ไปใช้ ควบคู่กับวิธีอื่น ๆ เพื่อให้การทำ SEO ประสบความสำเร็จรวดเร็วยิ่งขึ้น และอย่าลืมว่าการทำ SEO จำเป็นต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอ เพราะฉะนั้นควรหมั่นอัปเดตคอนเทนต์เป็นประจำเพื่อให้ติดหน้าแรกผลการค้นหาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

3 ตัวช่วยค้นหาคีย์เวิร์ด SEO แบบฟรี ๆ ปั้นเว็บให้ติดหน้าแรก

3 ตัวช่วยค้นหาคีย์เวิร์ด SEO แบบฟรี ๆ ปั้นเว็บให้ติดหน้าแรก

ในยุคนี้ต้องยอมรับว่าการตลาดออนไลน์ได้เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากในทุกธุรกิจ และรูปแบบการตลาดออนไลน์ที่นิยมต้องยกให้การทำ SEO หรือการผลักดันเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรกผลการค้นหา แม้ว่าการทำ SEO จะจำเป็นต้องใช้องค์ประกอบหลายอย่าง แต่หัวใจสำคัญอันดับต้น ๆ คือการค้นหาคีย์เวิร์ด เพราะคีย์เวิร์ดที่ใช่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายค้นหาเว็บไซต์คุณเจอได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยการค้นหาหรือวิเคราะห์คีย์เวิร์ด นักการตลาดจำเป็นต้องมีตัวช่วยดี ๆ และสำหรับใครที่กำลังมองหาตัวช่วยแบบไม่มีค่าใช้จ่าย ขอแนะนำ 3 ตัวช่วยค้นหาคีย์เวิร์ดแบบฟรี ๆ ที่ต้องถูกใจนักปั้น SEO อย่างแน่นอน

1.Google Keyword Planner
เครื่องมือยอดนิยมจาก Search Engine ชื่อดังอย่าง Google เปิดให้ใช้งานแบบฟรี ๆ โดยเครื่องมือนี้จะอยู่ใน Google Ads จุดเด่นคือเหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักการตลาดออนไลน์มือใหม่ที่ต้องการค้นหาคีย์เวิร์ดแบบไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย อีกทั้งใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน แต่มีข้อแม้คือต้องสมัครบัญชี Google Ads ก่อน สำหรับใครที่มีไอเดียอยู่แล้วว่าจะเลือกใช้คีย์เวิร์ดใดก็สามารถกดค้นหาเพื่อดูความนิยมได้ ในขณะเดียวกันหากยังไม่ทราบว่าจะเลือกคีย์เวิร์ดไหนดี ก็สามารถกดค้นหาคีย์เวิร์ดยอดนิยมได้เช่นกัน

2.Google Trends
อีกหนึ่งเครื่องมือจาก Google ออกแบบมาเพื่อการใช้งานแบบไม่มีค่าใช้จ่าย จุดเด่นคือเป็นเครื่องมือที่สามารถค้นหาได้ว่าพื้นที่ไหนนิยมค้นหาคีย์เวิร์ดใด พร้อมสถิติการค้นหาเพื่อพิจารณาเลือกคีย์เวิร์ดที่น่าจะโดนใจกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด นอกจากนี้ยังค้นหาคีย์เวิร์ดใกล้เคียงและคีย์เวิร์ดที่อยู่ในหมวดหมู่เดียวกันได้ ด้านการแสดงผลก็ได้เปรียบเครื่องมืออื่น เพราะเลือกแสดงผลรูปแบบกราฟได้ เห็นแนวโน้มความนิยมแต่ละช่วงเวลา นอกจากใช้งานฟรีแถมยังมีฟีเจอร์ดี ๆ แบบนี้ บอกเลยว่านักการตลาดออนไลน์ห้ามพลาดให้เป็นตัวช่วยเพื่อการปั้นเว็บไซต์ให้ติดอันดับ

3.Answer the Public
เครื่องมือเปิดใช้งานฟรีสำหรับการค้นหาคีย์เวิร์ด จุดเด่นของเครื่องมือนี้คือใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยาก เพียงกรอกคีย์เวิร์ดที่ต้องการ เครื่องมือจะแนะนำคีย์เวิร์ดยอดนิยมมาให้ทันที นอกจากนี้ยังเหมาะกับการค้นหาคีย์เวิร์ดประเภทคำถามและสามารถเลือกค้นหาคีย์เวิร์ดแบ่งตามประเทศได้ โดยข้อมูลที่ได้จากการใช้เครื่องมือนี้สามารถนำไปต่อยอดจัดทำแผนการตลาดได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังใช้วางแผนจัดทำคอนเทนต์เพื่อให้โดนใจกลุ่มเป้าหมายได้อีกด้วย

สำหรับใครที่เป็นนักปั้นเว็บไซต์มือใหม่ สามารถเลือกใช้เครื่องมือทั้ง 3 ชนิดนี้ได้ทันที เพราะใช้งานง่าย เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น แถมมีข้อดีคือไม่มีค่าใช้จ่าย แต่หากในอนาคตต้องการตัวช่วยแบบมืออาชีพมากขึ้นก็สามารถเลือกใช้เครื่องมือที่มีค่าบริการได้ ซึ่งแน่นอนว่ามาพร้อมฟีเจอร์เทพ ๆ ที่จะทำให้คุณต่อยอด SEO ได้แบบมือโปรยิ่งกว่าเดิม

เปลี่ยนเว็บไซต์ให้ปัง เพิ่มยอดขายให้กระฉูดด้วย SEO

เปลี่ยนเว็บไซต์ให้ปัง เพิ่มยอดขายให้กระฉูดด้วย SEO

สำหรับคนที่กำลังมองหาตัวช่วยดี ๆ ที่จะทำให้ธุรกิจ แบรนด์สินค้าต่าง ๆ ของตนเองเติบโตได้ในระยะยาว นอกเหนือจากการทำโฆษณาที่ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูงแล้ว การทำ SEO ก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว ด้วยที่ว่าเป็นวิธีการที่จะทำให้เว็บไซต์ธุรกิจของเราสามารถที่จะติดในหน้าการค้าหาได้ง่ายขึ้น มีโอกาสที่ผู้คนจะพบเห็นเว็บไซต์ของคุณมากยิ่งขึ้น มีโอกาสในการที่จะสร้างยอดขาย กำไรให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เช่นนั้นแล้ว มาทำความรู้จักกับ SEO ให้มากขึ้นพร้อมทั้งแนวทางต่าง ๆ ในการใช้ประโยชน์จาก SEO กันตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้นำหน้าคู่แข่งไปอีกก้าว

SEO เป็นตัวย่อมาจาก Search Engine Optimization เป็นวิธีที่จะสร้างให้คุณได้เป็นผู้นำในตลาดดิจิทัล เมื่อมีการค้นหาสินค้าหรือบริการใน Google โดยที่เราไม่ต้องไปซื้อพื้นที่โฆษณา Google Ads แต่อย่างใด ซึ่งวิธีการทำ SEO นั้นประกอบไปด้วยองค์ประกอบหลาย ๆ อย่าง เน้นไปที่ความสม่ำเสมอ มีการลงเนื้อหาและบทความต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเนื้อหาที่อยู่ในเว็บไซต์นั้น ๆ จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก เพราะนอกจากที่จะให้ความรู้กับกลุ่มลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายของเราแล้ว ยังช่วยในการสร้างประสิทธิภาพและศักยภาพให้กับเว็บไซต์เราได้อีกด้วย 

เนื้อหาที่มีการใส่คีย์เวิร์ดที่เหมาะสมจะช่วยให้เนื้อหานั้นสามารถช่วยให้เว็บไซต์ของเราเลื่อนลำดับได้เร็วยิ่งขึ้น แม้ว่าการทำการไต่อันดับขึ้นไปติดอันดับเว็บไซต์ในหน้าแรกนั้นจะเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเรามีวิธีการในการทำเนื้อหาที่ถูกต้อง การติดหน้าแรกของการค้นหาก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม หลาย ๆ คนคงสงสัยว่าคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมเป็นอย่างไร ต้องบอกเลยว่าคือคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมคือ คีย์เวิร์ดที่มีผู้คนใช้ในการกดค้นหาจริง เป็นคีย์เวิร์ดยอดนิยม ไม่ใช่คีย์เวิร์ดที่เราคิดขึ้นมาเอง ต้องให้มีความสอดคล้องกับเว็บไซต์และเนื้อหาที่เราต้องการนำเสนอด้วย นอกจากนี้แล้วในส่วนของปริมาณคีย์เวิร์ดที่ใส่ลงไปในเนื้อหาก็ควรที่จะมีไม่มากหรือน้อยจนเกินไป ยกตัวอย่างเช่นมีการสอดแทรกคีย์เวิร์ดอยู่ในทุกย่อหน้า ปริมาณย่อหน้าละ 1-2 คีย์เวิร์ดเป็นต้น และมีความหลากหลาย เช่น บ้าน บ้านพักอาศัย บ้านเดี่ยว ซึ่งสื่อความหมายถึง “บ้าน” เหมือนกัน แต่มีการขยายความให้หลากหลายมากขึ้น 

ทั้งนี้ถ้าหากเนื้อหานั้น ๆ น่าอ่าน ชวนให้ติดตาม เป็นที่สนใจของผู้คน มียอดไลก์ ยอดแชร์ ทั้งตัวลิงก์และเว็บไซต์ก็จะช่วยเพิ่มคะแนนให้กับเว็บไซต์ของเราให้สามารถไปติดอันดับต้น ๆ ในผลการค้นหาหน้าแรกได้ไวขึ้น 

การทำ SEO นั้น ต้องใช้ความพยายามและความสม่ำเสมอ ซึ่งอาจจะยังไม่เห็นผลทันทีในช่วงแรก แต่ถ้าในวันหนึ่งที่เราเก็บสะสมข้อมูลเพิ่มมากขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์จนถึงจุดที่เหมาะสมแล้ว ก็จะทำให้เราก้าวกระโดดขึ้นมาอยู่แถวหน้าของผลการค้นหาได้อย่างไม่ยาก